แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Tense - กาล (เวลา) คืออะไร

Tense เป็นโครงสร้างการใช้คำกริยาที่แสดงให้เห็นหรือทราบว่า การกระทำหรือเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด ความสำคัญของเรื่องนี้คือ คำศัพท์จะสื่อสารเรื่องราวหรือเหตุการณ์ให้สอดคล้องกับกาล (เวลา) ที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น (มันต่างกับภาษาไทยที่เราจะมีข้อความกำกับบอกว่ามันเกิดขึ้นเมื่อใดเสมอ)


Tense ชนิดต่าง ๆ
โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามกาล (เวลา) คือ
1. ปัจจุบัน (present tense)
2. อดีต (past)
3. อนาคต (future)

แต่ละกลุ่มยังแบ่งกริยา (อาการที่เกิด) เป็น 4 แบบ (จะว่าไป ก็รวมทั้งหมด 12 ชนิดนั่นแหละครับ) คือ
1. แบบง่าย ๆ (simple   tense) ไม่ต้องตีความมาก พอรู้เรื่อง
2. แบบต่อเนื่อง (continuous tense) แบบว่ากำลังกระทำอยู่ (เห็นอยู่ว่ากำลังทำ กำลังเกิดขึ้น)
3. แบบต่อเนื่องจากอดีต จวบจนถึงตอนนี้ (ที่กำลังเอ่ยถึงหรือพูด) โดยที่การกระทำนั้นสิ้นสุดลงแล้ว (perfect tense) หรือเรียกว่า ความสมบูรณ์ของการกระทำ (ประมาณว่า ทำมาแล้วอย่างต่อเนื่องและตอนนี้ ได้สิ้นสุดการการกระทำ)
4. แบบต่อเนื่องจากอดีต จวบจนถึงตอนนี้ (ที่กำลังเอ่ยถึงหรือพูดถึง) โดยที่การกระทำนั้นยังคงอยู่ให้เห็น ประมาณว่ายังต่อเนื่องต่อไปนับจากนี้ (perfect continuous tense)

ประเด็นสำคัญของ Tense 
ประเด็นหลักเลย ก็คือการใช้คำกริยาให้ถูกต้องนั่นแหละครับ หรือพูดง่าย ๆ คือ การผันคำกริยาในให้ถูกต้องตามกาลของกริยา  (การกระทำ) ที่เกิดนั่นแหละครับ ซึ่งก็มีหลักการผันคำกริยาอยู่
ก่อนจะไปลงรายละเอียด มาดูตัวอย่างให้พอเห็นภาพ

ตัวอย่าง 1
สมมติเราไปเที่ยวที่ไหนสักที่กับเพื่อน ๆ ระหว่างทางเราแวะเข้าห้องน้ำ แต่ปวดท้องนั่งนานไปหน่อย พรรคเลยเข้าไปในห้องน้ำเพื่อตามตัว

เราพูดว่า ฉัน (I) อยู่ (am) นี้ (here) คำกริยาในที่นี้คือ am (แปลว่า เป็น / อยู่ / คือ) มาดูวิธีพูด กริยาช่อง 2 ของคำนี้คือ was และช่อง 3 คือ been (3 คำนี้มีความหมายเดียวกันทุกประการ)
·         เพื่อนตะโกนถาม “มึงอยู่ไหน” เราตะโกนตอบ กูอยู่นี่ เราพูดว่า I am here.
·         เรานึกพิเรนทร์ อยากเขียนฝาห้องน้ำว่า เคยมานั่งอึในห้องนี้ เราเขียนว่า I was here.
·         เรานึกขึ้นได้ว่า เรานั่งอึแสนจะนานในห้องนี้ อยากย้ำเหลือเกินว่าเรานั่งนาน เราเขียนว่า I had been here.
ทั้ง 3 ประโยคมีความหมายเหมือนกันคือ ฉันอยู่นี่ แต่ต่างกันเรื่องเวลาที่อยู่ คือ
·         I am here. (อยู่ตอนที่กำลังตะโกน)
·         I was here. (เคยแวะเข้ามาอยู่ ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว)
·         I had  been here. (เคยแวะเข้ามาอยู่แบบนั่งนานเลย ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว)

ตัวอย่าง 2
สมมติว่า เราเป็นอาจารย์ ไปเอาตัวลูกศิษย์ที่สถานีตำรวจเพราะหนีเที่ยวห้างตอนบ่าย 2 ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนยังไม่เลิก

เราจะพูดว่า นักเรียน (student) เรียนหนังสือ (study) ที่ห้องเรียน (class room) คำกริยาในที่นี้คือ study มาดูการพูดแต่ละเหตุการณ์ กริยาช่อง 2 และ 3 ของคำนี้คือ studied
·         เราเจอนักเรียนหนีเที่ยวห้างในเวลาเรียน เราสอนเขาว่า นักเรียน (ทั่วๆไป) เขาเรียนหนังสือในห้องเรียน (ไม่ใช่หนีมาเที่ยวห้าง) เราพูดว่า Student  studies in class room. (แบบ simple tense / เป็นกิจวัตรปกติที่ต้องเข้าห้องเรียน)
·         ตำรวจบอกว่า เห็นนักเรียน (คนที่กำลังโดนจับนี้) หนีเที่ยวเมื่อวานด้วยตอนบ่าย 2 แต่จับตัวไม่ทัน แต่เราเองเห็นเขากำลังเรียนหนังสือในห้องเรียนตอนนั้น เราบอกตำรวจว่า นักเรียน (คนนี้) กำลังเรียนหนังสืออยู่ในห้องเรียน เราพูดว่า The student was  studying in class room. (แบบ continuous tense / กำลังแสดงอาการให้เห็นเลยว่านั่งเรียนอยู่)
·         ตำรวจบอกว่า เราอาจจะจำช่วงเวลาผิด แต่เราเห็นเขาเรียนทั้งวัน เรายืนยันกับตำรวจว่า นักเรียน (คนเดียวกันนี้) เรียนหนังสืออยู่ในห้องเรียนทั้งวัน เราพูดว่า The student had studied in class room all day long. (แบบ perfect tense / นั่งเรียนตั้งแต่เช้าจรดเย็นแน่ๆ)
·         เราบอกนักเรียนว่า วันนี้เขาควรกำลังนั่งเรียนในห้องจนโรงเรียนเลิก เราพูดว่า You should have been studying in class room. (แบบ perfect continuous tense / ควรออกอาการให้เห็นว่า ต้องกำลังนั่งเรียนหนังสืออยู่จนกว่าจะเลิกเรียน)

ลายละเอียดจะเขียนกันต่อครับ เอาพอเห็นภาพคร่าว ๆ



วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พื้นฐานภาษาอังกฤษ: ธรรมชาติของภาษา

แต่ละภาษาจะมีลักษณะทางธรรมชาติของมัน คาดว่ามาจากพื้นฐานของสังคมที่ก่อกำเนิดภาษานั่นแหละครับ การจะฝึกพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษ จะต้องหัดคิดแบบภาษาอังกฤษ อย่าคิดแบบภาษาไทย

ฝึกการคิดแบบเจ้าของภาษา
ในภาษาไทยจะเน้นความสละสลวยเมื่อได้ฟัง ประโยคจึงมักมีคำฟุ่มเฟือย เช่น
·         คุณมีจิตใจงาม
·         คุณมีจิตใจภายในที่งดงาม
·         คุณมีจิตใจที่สวยงาม

ทั้ง 3 ประโยคนี้ต่างก็มีความหมายเดียวกัน แม้แต่คำบางคำก็ยังมีความหมายเดียวกัน เช่น
·         จิตใจ หมายถึงสิ่งที่มันอยู่ภายในความคิดของเรา แต่เราก็มักเติมคำว่า "ภายใน" ซ้ำเข้าไปอีก
·         คำว่า งาม งดงาม และสวยงาม ก็ให้ความหมายเดียวกัน แม้แต่คำว่า "สวย" กับคำว่า "งาม" ก็ยังมีความหมายเดียวกัน

ภาษาอังกฤษนั้น จะเน้นการสื่อสารที่ถูกต้องและชัดเจน (แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีภาษาแบบสวยงาม) เช่น
·         ลักษณะนามที่ใช้นับได้ เมื่อมีมากกว่าหนึ่ง จะมี s ตามหลัง หรือมีคำศัพท์เฉพาะ เช่น dogs (เมื่อมีสุนัขตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป) rice (ข้าว โดยทั่วไปไม่นับเป็นเมล็ดแต่ชั่งเป็นกิโล/กระสอบ) policeman (ตำรวจคนเดียว) police (ตำรวจตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ไม่เจาะจงว่าเป็นใคร)
·         กำกริยา (verb) ก็ยังแบ่งการใช้เป็น 3 แบบ คือ กริยาในปัจุบันหรือสิ่งที่เกิดประจำทุกเมื่อเชื่อวัน กริยาในอดีต กริยาที่อดีตกว่าอดีต

เรื่องมันเยอะ เอาแบบให้เห็นคร่าวๆ ดังนั้น การดิคแบบภาษาอังกฤษ มันจึงเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษตรงที่ว่า เมื่อเราทราบพื้นฐานวิธีคิดแบบภาษาอังกฤษ เราก็จะเรียนรู้ได้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง (บอกตั้งแต่ตอนแรกแล้วไงว่า อย่าแปล)

วิธีฝึกตนเองให้จำศัพท์แบบธรรมชาติ
วิธีการธรรมชาติที่สุดคิอ การสร้างศัพท์ใหม่ (ตั้งชื่อให้มันเสียใหม่) วิธีการคือที่โรงเรียนทั่วไปทำคือทำถูก แต่ผิดทิศทาง คือ เขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษแล้วให้ท่องว่าแปลเป็นไทยว่าอะไร ที่ควรทำคือ ตั้งคำภาษาไทยแล้วท่องว่าแปลเป็นภาษาอังกฤษว่าอะไร

ใช้เวลาแค่เดือน 1 เดือนจะเริ่มเห็นผล
วิธีการก็คือ เมื่อเดินไปเจออะไรที่เป็นสิ่งของ ให้พยามนึกว่า (พูดในใจ) ภาษาอังกฤษมันเรียกว่าอะไร เอาเท่าที่นึกได้ เช่น ตื่นมาเจอ "หมอน" ก็คิดถึงคือว่า pillow พอจะเปิด "ประตู" เข้าห้องน้ำ ก็คิดถึงคำว่า door เรื่องแบบนี้มันเป็นการสร้างความตื่นตัวให้สมอง ดังนั้น เมื่อเราเจออะไรในมันเยอะขึ้น เราจะเริ่มมีคำศัพท์ใหม่เข้ามาในสมองเอง จากนั้นก็อาจจะเริ่มพูดออกมาเบา ๆ ก็ได้ จากนั้นก็อาจจะคิดไปถึงคำกริยาต่าง ๆ เช่น เดินไปเข้าห้องน้ำ ก็นึกถึงคำว่า walk, toilet และในที่สุดเราจะสามารถจำศัพพ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้เอง

เดือนที่ 2 เริ่มฟังเพลงภาษาอังกฤษ เลือกเอาแบบฟังง่าย ๆ (อย่าเพิ่งไปเอาเพลงร็อก ฮิปฮอบ) ฟังไปร้องไป เราจะเริ่มจับแนวประโยคได้ จะไปหาเนื้อมาร้องประกอบช่วยก็ได้ (ประเด็นคือ ขอให้ได้พูดออกมาจากจาก) จะเอาในยูทูป พวกเพลงสำหรับเด็ก ๆ ก็ได้ มีให้ดูกนฟรี ๆ เพียบ เราจะเริ่มรูว่า ถ้าได้ยินเสียงแบบนี้ มันจะหมายถึงคำที่เขียนแบบนี้

เดือนที่ 3 
สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต จะหาเพื่อนฝรั่ง ลองเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ หาคนท่ี่พอรู้ช่วยตรวจ อย่าอาย อย่ากลัวการถูกวิจารณ์ ให้น้อมรับทุกความเห็น โง่วันนี้จะฉลาดวันหน้า ดีกว่าทำตัวเหมือนฉลาดวันนี้แต่จะโง่ในวันหน้า


วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พื้นฐานภาษาอังกฤษ: คำสรรพนาม

สรรพนาม (pronoun) เป็นคำพื้นฐานที่เรามักใช้เป็นตัวแทนในการเรียกขานกันและกัน ทั้งรู้จักกันและไม่รู้จักกัน เช่น ฉัน เธอ คุณ ท่าน แก มึง กู มัน ฯลฯ คำเดียวกันอาจจะเป็นทั้งสรรพนามบุรุษที่ 2 และที่ 3 แล้วแต่บริบทการสนทนาตอนนั้น

 ในภาษาอังกฤษจะแบ่งการใช้งานที่เป็นประธานประโยค (subject) กับกรรมของประโยค (object) ที่มักใช้บ่อย ๆ มีดังนี้
ประธาน
กรรม
ความหมาย
สรรพนามบุรุษที่
คำศัพท์
คำอ่าน
คำศัพท์
คำอ่าน
I
ไอ
me
มี
เรียกตัวเราเอง (ข้าพเจ้า ฉัน ผม หนู กู อั๊วะ)
1
we
วี
us
อัส
เรียกตัวเราเองตอนมีพวก (พวกเรา พวกกู)
1
you
ยู
you
ยู
เรียกคนอื่นต่อหน้า กี่คนก็ได้ (เธอ มึง แก ลื้อ)
2
he
ฮี
him
ฮิม
พูดถึงคนอื่น คนเดียว และเป็นตัวผู้ (เขา)
3
she
ชี
her
เฮอร
พูดถึงคนอื่น คนเดียว และเป็นตัวเมีย (เขา หรือ หล่อน)
3
it
อิท
it
อิท
พูดถึงสัตว์ สิ่งของ  หนึ่งตัว หนึ่งอัน (มัน)
3
they
เด
them
เดม
พูดถึงคนอื่น สัตว์ สิ่งของ มากกว่าหนึ่ง (พวกเขา พวกมัน)
3

สิ่งที่เรามักเข้าใจผิด
สำหรับคนไทย การใช้สรรพนามเรียกคนอื่นว่า “คุณ” เป็นการแสดงการให้เกียรติกัน โดยไม่สนใจว่าผู้นั้นจะมีอาวุโสมากหรือน้อย หรืออาจจะไม่รู้จักกันมาก่อน ซึ่งถ้าเราคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษเป็นการแปลมากภาษาไทย (ทั้งที่มันเป็นการสร้างศัพท์ใหม่ให้สมองตามที่กล่าวไว้ในตอนแนะนำตอนแรก) เมื่อเราเจอฝรั่งแล้วอยากจะเรียกเขาแบบให้เกียรติ เราอาจจะเรียกเขาว่า you you หรือเก๋าเกมหน่อยก็ hey you (เพราะคิดว่ามันแปลว่า คุณครับ คุณครับ) มันจะสื่อสารผิดทางได้ เพราะฝรั่งเขาถือว่า ปฏิบัติต่อเขายังกับเพื่อนเล่น (อารมณ์ประมาณเทียบรุ่น)

ในภาษาอังกฤษมีสรรพนามบุรุษที่ 2 ที่เอาไว้แสดงการให้เกียรติกันหลายคำ
·         ผู้ชายมักใช้ sir หรือ mr
·         ผู้หญิงมักใช้ madam หรือ lady

และควรขึ้นต้นด้วยคำทักเกริ่นก่อนครับ เช่น
·         Excuse me, sir / lady (เอ็กซคิวส์ มี เซอร / เลดี้)
·          ประทานโทษครับ คุณผู้ชาย / คุณผู้หญิง