วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พื้นฐานภาษาอังกฤษ: ธรรมชาติของภาษา

แต่ละภาษาจะมีลักษณะทางธรรมชาติของมัน คาดว่ามาจากพื้นฐานของสังคมที่ก่อกำเนิดภาษานั่นแหละครับ การจะฝึกพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษ จะต้องหัดคิดแบบภาษาอังกฤษ อย่าคิดแบบภาษาไทย

ฝึกการคิดแบบเจ้าของภาษา
ในภาษาไทยจะเน้นความสละสลวยเมื่อได้ฟัง ประโยคจึงมักมีคำฟุ่มเฟือย เช่น
·         คุณมีจิตใจงาม
·         คุณมีจิตใจภายในที่งดงาม
·         คุณมีจิตใจที่สวยงาม

ทั้ง 3 ประโยคนี้ต่างก็มีความหมายเดียวกัน แม้แต่คำบางคำก็ยังมีความหมายเดียวกัน เช่น
·         จิตใจ หมายถึงสิ่งที่มันอยู่ภายในความคิดของเรา แต่เราก็มักเติมคำว่า "ภายใน" ซ้ำเข้าไปอีก
·         คำว่า งาม งดงาม และสวยงาม ก็ให้ความหมายเดียวกัน แม้แต่คำว่า "สวย" กับคำว่า "งาม" ก็ยังมีความหมายเดียวกัน

ภาษาอังกฤษนั้น จะเน้นการสื่อสารที่ถูกต้องและชัดเจน (แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีภาษาแบบสวยงาม) เช่น
·         ลักษณะนามที่ใช้นับได้ เมื่อมีมากกว่าหนึ่ง จะมี s ตามหลัง หรือมีคำศัพท์เฉพาะ เช่น dogs (เมื่อมีสุนัขตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป) rice (ข้าว โดยทั่วไปไม่นับเป็นเมล็ดแต่ชั่งเป็นกิโล/กระสอบ) policeman (ตำรวจคนเดียว) police (ตำรวจตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ไม่เจาะจงว่าเป็นใคร)
·         กำกริยา (verb) ก็ยังแบ่งการใช้เป็น 3 แบบ คือ กริยาในปัจุบันหรือสิ่งที่เกิดประจำทุกเมื่อเชื่อวัน กริยาในอดีต กริยาที่อดีตกว่าอดีต

เรื่องมันเยอะ เอาแบบให้เห็นคร่าวๆ ดังนั้น การดิคแบบภาษาอังกฤษ มันจึงเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษตรงที่ว่า เมื่อเราทราบพื้นฐานวิธีคิดแบบภาษาอังกฤษ เราก็จะเรียนรู้ได้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง (บอกตั้งแต่ตอนแรกแล้วไงว่า อย่าแปล)

วิธีฝึกตนเองให้จำศัพท์แบบธรรมชาติ
วิธีการธรรมชาติที่สุดคิอ การสร้างศัพท์ใหม่ (ตั้งชื่อให้มันเสียใหม่) วิธีการคือที่โรงเรียนทั่วไปทำคือทำถูก แต่ผิดทิศทาง คือ เขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษแล้วให้ท่องว่าแปลเป็นไทยว่าอะไร ที่ควรทำคือ ตั้งคำภาษาไทยแล้วท่องว่าแปลเป็นภาษาอังกฤษว่าอะไร

ใช้เวลาแค่เดือน 1 เดือนจะเริ่มเห็นผล
วิธีการก็คือ เมื่อเดินไปเจออะไรที่เป็นสิ่งของ ให้พยามนึกว่า (พูดในใจ) ภาษาอังกฤษมันเรียกว่าอะไร เอาเท่าที่นึกได้ เช่น ตื่นมาเจอ "หมอน" ก็คิดถึงคือว่า pillow พอจะเปิด "ประตู" เข้าห้องน้ำ ก็คิดถึงคำว่า door เรื่องแบบนี้มันเป็นการสร้างความตื่นตัวให้สมอง ดังนั้น เมื่อเราเจออะไรในมันเยอะขึ้น เราจะเริ่มมีคำศัพท์ใหม่เข้ามาในสมองเอง จากนั้นก็อาจจะเริ่มพูดออกมาเบา ๆ ก็ได้ จากนั้นก็อาจจะคิดไปถึงคำกริยาต่าง ๆ เช่น เดินไปเข้าห้องน้ำ ก็นึกถึงคำว่า walk, toilet และในที่สุดเราจะสามารถจำศัพพ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้เอง

เดือนที่ 2 เริ่มฟังเพลงภาษาอังกฤษ เลือกเอาแบบฟังง่าย ๆ (อย่าเพิ่งไปเอาเพลงร็อก ฮิปฮอบ) ฟังไปร้องไป เราจะเริ่มจับแนวประโยคได้ จะไปหาเนื้อมาร้องประกอบช่วยก็ได้ (ประเด็นคือ ขอให้ได้พูดออกมาจากจาก) จะเอาในยูทูป พวกเพลงสำหรับเด็ก ๆ ก็ได้ มีให้ดูกนฟรี ๆ เพียบ เราจะเริ่มรูว่า ถ้าได้ยินเสียงแบบนี้ มันจะหมายถึงคำที่เขียนแบบนี้

เดือนที่ 3 
สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต จะหาเพื่อนฝรั่ง ลองเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ หาคนท่ี่พอรู้ช่วยตรวจ อย่าอาย อย่ากลัวการถูกวิจารณ์ ให้น้อมรับทุกความเห็น โง่วันนี้จะฉลาดวันหน้า ดีกว่าทำตัวเหมือนฉลาดวันนี้แต่จะโง่ในวันหน้า


วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พื้นฐานภาษาอังกฤษ: คำสรรพนาม

สรรพนาม (pronoun) เป็นคำพื้นฐานที่เรามักใช้เป็นตัวแทนในการเรียกขานกันและกัน ทั้งรู้จักกันและไม่รู้จักกัน เช่น ฉัน เธอ คุณ ท่าน แก มึง กู มัน ฯลฯ คำเดียวกันอาจจะเป็นทั้งสรรพนามบุรุษที่ 2 และที่ 3 แล้วแต่บริบทการสนทนาตอนนั้น

 ในภาษาอังกฤษจะแบ่งการใช้งานที่เป็นประธานประโยค (subject) กับกรรมของประโยค (object) ที่มักใช้บ่อย ๆ มีดังนี้
ประธาน
กรรม
ความหมาย
สรรพนามบุรุษที่
คำศัพท์
คำอ่าน
คำศัพท์
คำอ่าน
I
ไอ
me
มี
เรียกตัวเราเอง (ข้าพเจ้า ฉัน ผม หนู กู อั๊วะ)
1
we
วี
us
อัส
เรียกตัวเราเองตอนมีพวก (พวกเรา พวกกู)
1
you
ยู
you
ยู
เรียกคนอื่นต่อหน้า กี่คนก็ได้ (เธอ มึง แก ลื้อ)
2
he
ฮี
him
ฮิม
พูดถึงคนอื่น คนเดียว และเป็นตัวผู้ (เขา)
3
she
ชี
her
เฮอร
พูดถึงคนอื่น คนเดียว และเป็นตัวเมีย (เขา หรือ หล่อน)
3
it
อิท
it
อิท
พูดถึงสัตว์ สิ่งของ  หนึ่งตัว หนึ่งอัน (มัน)
3
they
เด
them
เดม
พูดถึงคนอื่น สัตว์ สิ่งของ มากกว่าหนึ่ง (พวกเขา พวกมัน)
3

สิ่งที่เรามักเข้าใจผิด
สำหรับคนไทย การใช้สรรพนามเรียกคนอื่นว่า “คุณ” เป็นการแสดงการให้เกียรติกัน โดยไม่สนใจว่าผู้นั้นจะมีอาวุโสมากหรือน้อย หรืออาจจะไม่รู้จักกันมาก่อน ซึ่งถ้าเราคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษเป็นการแปลมากภาษาไทย (ทั้งที่มันเป็นการสร้างศัพท์ใหม่ให้สมองตามที่กล่าวไว้ในตอนแนะนำตอนแรก) เมื่อเราเจอฝรั่งแล้วอยากจะเรียกเขาแบบให้เกียรติ เราอาจจะเรียกเขาว่า you you หรือเก๋าเกมหน่อยก็ hey you (เพราะคิดว่ามันแปลว่า คุณครับ คุณครับ) มันจะสื่อสารผิดทางได้ เพราะฝรั่งเขาถือว่า ปฏิบัติต่อเขายังกับเพื่อนเล่น (อารมณ์ประมาณเทียบรุ่น)

ในภาษาอังกฤษมีสรรพนามบุรุษที่ 2 ที่เอาไว้แสดงการให้เกียรติกันหลายคำ
·         ผู้ชายมักใช้ sir หรือ mr
·         ผู้หญิงมักใช้ madam หรือ lady

และควรขึ้นต้นด้วยคำทักเกริ่นก่อนครับ เช่น
·         Excuse me, sir / lady (เอ็กซคิวส์ มี เซอร / เลดี้)
·          ประทานโทษครับ คุณผู้ชาย / คุณผู้หญิง

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

พื้นฐานภาษาอังกฤษ: ตัวเลข (2/2)

ตัวเลขที่เป็นลำดับที่ (ordinal number) ในภาษาไทยจะมีมีระบบตัวเลขนี้โดยตรง แต่อาจจะมีคำศัพท์อื่น เช่น ปฐม (ครั้งแรก) ปัจฉิม (ครั้งสุดท้าย) แต่ในภาษาอังกฤษแล้วเป็นดังนี้
·         จะมีคำอ่านเฉพาะตั้งแต่ลำดับที่ 1 – 20, 30, 40 และ 50
·         นอกจากนั้นจะมีรูปแบบการอ่านที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเติม th หลังคำอ่านตัวเลข
·         ไม่มีคำอ่านเฉพาะของลำดับหลักหมื่นและหลักแสน
·         มีคำอ่านเฉพาะสำหรับลำดับหลักพันล้าน

หากทำออกในรูปตารางจะเป็นดังนี้
ตัวเลข
คำอ่านอังกฤษ / คำอ่านไทย
(ฟังเสียงจาก
Google โดยคลิกที่คำอ่าน)
ลำดับที่
1
first / เฟิร์สต
หนึง
2
second / เซคันด
สอง
3
third / เธิร์ด
สาม
4
forth / ฟอรธ
สี่
5
fifth / ฟิฟธ
ห้า
6
sixth / ซิกซ์ธ
หก
7
seventh / เซเวนธ
เจ็ด
8
eighth / เอจธ
แปด
9
ninth / ไนน์ธ
เก้า
10
tenth / เทนธ
สิบ
11
eleventh / อีเล็ฟเว่นธ
สิบเอ็ด
12
twelfth / ทเวลฟ์ธ
สิบสอง
13
thirteenth /เธอทีนธ
สิบสาม
14
fourteenth / โฟรทีนธ
สิบสี่
15
fifteenth / ฟีฟทีนธ
สิบห้า
16
sixteenth / ซิกซทีนธ
สิบหก
17
seventeenth / เวเว่นทีนธ
สิบเจ็ด
18
eighteenth / เอจทีนธ
สิบแปด
19
nineteenth / ไนนทีนธ
สิบเก้า
20 (21 / 29)
twentieth (twenty first – twenty ninth) / ทเวนทิเอธ (ทเวนทิ เฟิร์สต – ทเวนทิ ไนน์ธ)
ยี่สิบ (ยี่สิบเอ็ด – ยี่สิบเก้า)
30 (31 – 39)
thirtieth (thirty first – thirty ninth) / เธอทิเอธ (เธอทิ เฟิร์สต – เธอทิ ไนน์ธ)
สามสิบ (สามสิบเอ็ด – สามสิบเก้า)
40 (41 – 49)
fortieth (forty first – forty ninth) / ฟอรทิเอธ (ฟอรทิ เฟิร์สต – ฟอรทิ ไนน์ธ)
สี่สิบ (สี่สิบเอ็ด – สี่สิบเก้า)
50 (51 – 59)
fiftieth (fifty first – fifty ninth) / ฟิฟทิเอธ (ฟิฟทิ เฟิร์สต – ฟิฟทิ ไนน์ธ)
ห้าสิบ (ห้าสิบเอ็ด – ห้าสิบเก้า)
60 (61 – 69)
sixtieth (sixty first – sixty ninth) / ซิกซทิเอธ (ซิกซทิ เฟิร์สต – ซิกซทิ ไนน์ธ)
หกสิบ (หกสิบเอ็ด – หกสิบเก้า)
…
…
…
100
one hundredth / วัน ฮันเดรด์ธ
หนึ่งร้อย
1,000
one thousandth / วัน เธาซันด์ธ
หนึงพัน
10,000
ten thousandth / เทน เธาซันด์ธ  (ใช้คำว่า สิบพัน)
หนึงหมื่น
100,000
one hundred thousandth / วัน ฮันเดรด เธาซันดธ  (ใช้คำว่า หนึ่งร้อยพัน)
หนึงแสน
1,000,000
one millionth / วัน มิลลิออนธ (เสียงจะเป็นเลี่ยนธ)
หนึ่งล้าน
1,000,000,000
one billionth / วัน บิลลิออนธ
หนึ่งพันล้าน

ในการเขียนแบบย่อที่ทำให้ทราบว่าเป็นลำดับที่ เราจะใช้ตัวอักษร 2 ตัวท้ายเขียนกำกับตัวเลขแบบยกขึ้น เช่น อันดับหนึ่งจะเขียนเป็น 1st หรืออันดับสิบจะเขียนเป็น 10th เป็นต้น

ถ้าเราเคยได้ยินคำว่า “ชั้นหนึ่ง” ที่หมายถึงอันดับสูงสุด ก็จะหมายถึงคำที่มาจากคำว่า “first class (เฟิร์สต คลาส)” ซึ่งหมายถึงบุคคล บริการ หรืออะไรก็ตามที่ไม่เป็นสองรองใครนั่นเอง